จัดอันดับกัปตันลิเวอร์พูลยุคพรีเมียร์ลีก

จัดอันดับกัปตันลิเวอร์พูลยุคพรีเมียร์ลีก

จัดอันดับกัปตันลิเวอร์พูลยุคพรีเมียร์ลีก

จัดอันดับกัปตันลิเวอร์พูลยุคพรีเมียร์ลีก

ลิเวอร์พูล มีผู้นำบางคนที่ถึงขั้นเป็นระดับตำนานใน พรีเมียร์ลีก แต่มันก็ไม่ใช่ว่ากัปตันทีมของพวกเขาจะทำให้สโมสรประสบความสำเร็จได้หมดทุกคน
กัปตันคนปัจจุบันอย่าง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน รับบทบาทนี้มาเกือบ 5 ปี และจนถึงตอนนี้ก็เป็นโอกาสที่ดีที่เขาจะจารึกเป็นกัปตัน“หงส์แดง”คนแรกที่ชูถ้วยแชมป์ พรีเมียร์ลีก

ในสกู๊ปนี้ เราจัดอันดับ กัปตันทีมของ ลิเวอร์พูล ในยุคพรีเมียร์ลีก ตั้งแต่ปี 1992 โดยเรียงลำดับจากท้ายไปมาก

8. เจมี่ เร้ดแนปป์

เจมี่ เร้ดแนปป์ เคยเป็นรองกัปตันทีมของ ลิเวอร์พูล ก่อนจะได้รับการเลื่อนขึ้นเป็นกัปตันทีมเต็มตัวโดย เชราร์ด อุลลิเย่ร์ เมื่อปี 1999

อย่างไรก็ตาม ปีที่ดีที่สุดของเขาเกิดขึ้นตอนที่ไม่ได้เป็นกัปตันทีมและในซีซั่นที่ ลิเวอร์พูล คว้า 3 แชมป์ เอฟเอ คัพ, ลีก คัพ และ ยูฟ่า คัพ เขาก็ไม่ได้ลงเล่นเกมนัดชิงฯ แม้แต่เกมเดียว เนื่องจากปัญหาอาการบาดเจ็บตลอดฤดูกาล 2000/01

ถึงอย่างนั้น เร้ดแนปป์ ยังได้ชูถ้วย เอฟเอ คัพ จากที่เพื่อนร่วมทีมร่วมกันให้เขาขึ้นโพเดี้ยม ซึ่งหลังจากนั้นในปี 2002 เขาก็ย้ายไปอยู่กับ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์

มันอาจดูโหดร้าย ที่ในฐานะกัปตัน เราจะเลือกเขาอยู่ในอันดับสุดท้าย

7. มาร์ค ไรท์
มาร์ค ไรท์ นำ ลิเวอร์พูล ชูถ้วย เอฟเอ คัพ ในฐานะกัปตันทีมเมื่อปี 1992 และยังสวมปลอกแขนในจุดเริ่มต้นเข้าสู่ยุค พรีเมียร์ลีก อย่างไรก็ตาม “หงส์แดง” มีซีซั่นที่น่าผิดหวังตอนฤดูกาล 1992/93 โดยพวกเขาจบอันดับ 6 และไม่มีโทรฟี่ติดมือ

แม้แนวรับสัญชาติอังกฤษ ยังเล่นให้กับ ลิเวอร์พูล ต่อไปอีก 5 ปี แต่เขาก็เสียตำแหน่งกัปตันทีมในปี 1993 ซึ่งก็เหมือนกับกรณีของ เร้ดแนปป์ ที่ไม่สามารถถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่สูงเกินไปได้

6. จอห์น บาร์นส์

จริงอยู่ว่า จอห์น บาร์นส์ มีช่วงเวลาที่ดีมากกับ ลิเวอร์พูล แต่ตอนที่เขาขึ้นมารับตำแหน่งกัปตันตอนปี 1996 ก็อยู่ในช่วงบั้นปลายอาชีพการเล่นแล้ว

บาร์นส์ ลงเล่นให้ ลิเวอร์พูล ไป 47 นัดในฤดูกาล 1997/98 และนั่นคือปีสุดท้ายกับการเล่นที่ แอนฟิลด์ ก่อนที่เขาจะย้ายไปอยู่กับ นิวคาสเซิล แบบไร้ค่าตัว

5. พอล อินซ์
ถึงแม้เคยผ่านการเล่นกับ แมนฯ ยูไนเต็ด มาถึง 6 ปี แต่ พอล อินซ์ กลายเป็นกัปตันทีม ลิเวอร์พูล ตอนที่เขาย้ายจาก อินเตอร์ มิลาน เมื่อปี 1997

“ผมรู้สึกว่า ลิเวอร์พูล เป็นสโมสรที่มีผู้เล่นที่น่าตื่นตาตื่นใจ ไมเคิล โอเว่น เป็นแบบนั้นตั้งแต่ยังเด็ก และผมต้องการอะไรที่ไม่เหมือนเดิม” อินซ์ บอกกับ ลิเวอร์พูล เอคโค่ เมื่อปี 2019

“มันเป็นทัศนคติ, เปลี่ยนความคิดได้เลย เพราะพวกเขาไม่ได้แชมป์อะไรมาหลายปีและพวกเขาก็ต้องการจะคว้าแชมป์ลีก”

“ดังนั้น ผมคิดว่ามันเป็นโปรเจคต์ของผมที่จะเดินหน้าลงมือทำ และเปลี่ยนแนวทางการคิดของนักเตะ ลิเวอร์พูล เพราะผมแค่รู้สึกว่าพวกเขาเป็นผู้เล่นที่ดี แต่แค่อยากลงไปเล่นเพราะนึกสนุกเพียงอย่างเดียวอยู่ตลอดเวลา”

“ผมคิดว่าพวกเขาต้องการเป็นมืออาชีพบนสนาม มันอาจจะเป็นทางที่สำหรับสิ่งที่ผมทำ เพราะมันน่าตื่นเต้น”

ระหว่าง 2 ปีที่ถิ่น เมอร์ซี่ย์ไซด์ อินซ์ ช่วยให้ ลิเวอร์พูล จบอันดับ3 ก่อนที่ปีต่อมาจบอันดับน่าผิดหวังในปี 1999 ด้วยการได้ที่ 7

อย่างไรก็ตาม เมื่อ เชราร์ด อุลลิเย่ร์ คิดว่าเขาไม่จำเป็นกับสโมสร อินซ์ ก็ถูกปล่อยไปให้กับ มิดเดิลสโบรส์ ด้วยค่าตัว 1 ล้านปอนด์

4. เอียน รัช
ส่วนของ เอียน รัช ก็คล้ายๆ กับ จอห์น บาร์นส์ เมื่อเขาอยู่ในช่วงโรยราตอนที่เจ้าตัวได้รับแต่งตั้งเป็นกัปตันทีมในปี 1993

อย่างไรก็ตาม ตำนานแข้ง”หงส์แดง” ก็ทำประตูได้ไม่ขี้เหร่ 45 ลูกจาก 128 เกม ภายใต้ตำแหน่งกัปตันทีมและช่วยพา ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ ลีก คัพ เมื่อปี 1995

สุดท้าย รัช เสียตำแหน่งให้กับ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ และ สแตน คอลลีมอร์ ก่อนจะไปอยู่กับ ลีดส์ ยูไนเต็ด ในปี 1996

3. ซามี่ ฮูเปีย
ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ และ ซามี่ ฮูเปีย รับหน้าที่นี้ตอนที่ เจมี่ เร้ดแนปป์ บาดเจ็บ แต่แนวรับชาวฟินแลนด์ ก็ก้าวขึ้นเป็นกัปตันทีมถาวรตอนปี 2002

อย่างไรก็ตาม การรับหน้าที่นี้เหมือนทำให้ส่งกระทบต่อผลงานส่วนตัว โดยเขาถูกทดแทนตำแหน่งนี้โดย สตีเว่น เจอร์ราร์ด กลางซีซั่น 2003/04

ฮูเปีย กลับมาโชว์ฟอร์มดีอีกครั้งตอนที่ปราศจากความกดดัน โดยเขาลงเล่นไปกว่า 400 นัดให้ ลิเวอร์พูล และย้ายไปอยู่ ไบเอร์ เลเวอร์คูเซ่น ในปี 2009

2. จอร์แดน เฮนเดอร์สัน

กัปตัน”หงส์แดง” คนปัจจุบัน เคยถูกค่อนขอดอย่างหนักในช่วงปีแรกๆ ที่ย้ายมาอยู่ที่นี่ แต่มิดฟิลด์รายนี้กลับขึ้นมาเป็นผู้นำแทน สตีเว่น เจอร์ราร์ด ในปี 2015 และเขาก็พัฒนาตัวเองขึ้นเรื่อยๆ แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

แข้งวัย 29 ปีจารึกตัวเองเป็นกัปตันทีมผู้พาทีมชูถ้วย แชมเปี้ยนส์ ลีก และกำลังเป็นคนแรกที่จะเป็นคนชูถ้วย พรีเมียร์ลีก ในฐานะกัปตัน ลิเวอร์พูล

“โดยรวมแล้ว ถือเป็นการเดินทางที่วิเศษ ซึ่งผมสนุกกับมันมากจริงๆ ”

“ผมคิดว่าทุกคนควรจะรู้สึกซาบซึ้งที่ว่าไม่ว่าจะยังไงก็ตาม – ตั้งแต่ผมมาอยู่ที่นี่ก็ผ่านเรื่องดีและเรื่องร้ายๆ – ผมมอบทุกสิ่งเพื่อทีมและเพื่อสโมสร”

“และนั่นก็เป็นสิ่งที่ผมจะยังดำเนินต่อไป มันมีความสำคัญที่สุด ที่จะทำงานทุกๆ วันเพื่อทีม เพื่อสโมสร เพื่อแฟนๆ เพื่อทุกๆ คน”

1. สตีเว่น เจอร์ราร์ด

ที่จริงแล้วยังไงซะมันก็มีแค่คนเดียวที่คู่ควรจะติดอันดับ 1 ของชาร์ตนี้อยู่แล้ว

ตอนที่ เจอร์ราร์ด ขึ้นมาเป็นผู้นำทีมเขาอายุแค่ 23 ปีเท่านั้นและก็เป็นผู้ขับเคลื่อนทีมและเป็นแรงบันดาลใจมาตลอดในอีก 12 ปีต่อมา

เจอร์ราร์ด มักก้าวขึ้นมาเป็นฮีโร่ให้ ลิเวอร์พูล ยามที่ทีมต้องการ โดยเฉพาะเกมนัดชิงชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ ลีก 2005 และ เอฟเอ คัพ 2006